เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของท่าเรือแหลมฉบัง
โดยมี ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทน ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และผู้บริหารท่าเรือแหลมฉบัง ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม 1 อาคารบริหารท่าเรือแหลมฉบัง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ท่าเรือแหลมฉบัง ประตูการค้าหลักของไทยและท็อป 20 ของโลก เผชิญความท้าทายจากปริมาณตู้สินค้าที่เติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สูงถึง 10.15 ล้านทีอียู (TEU) ส่งผลให้เกิดวิกฤตจราจรและความแออัดสะสม จากปริมาณรถบรรทุกที่เข้ามาใช้บริการสูงถึง 413,000 คันในเดือนที่ผ่านมา กระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการและสร้างมลภาวะ PM 2.5
กระทรวงคมนาคมจึงเร่งรัดให้การท่าเรือฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินนโยบายเชิงรุก 3 มาตรการ คือ
มาตรการเร่งด่วน การจัดทำพื้นที่ Buffer Zone รวมกว่า 127 ไร่ เพื่อรองรับรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ ลดปัญหาแถวคอยบนถนนสายหลัก และช่วยให้การระบายรถเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
มาตรการคู่ขนาน คือการบูรณาการการทำงานของคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด ร่วมกับท่าเทียบเรือคู่สัญญา ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ เพื่อแก้ปัญหาหน้างานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำหนดให้ท่าเทียบเรือรักษามาตรฐานการระบายรถผ่านประตูตรวจสอบย่อยไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และเปิดช่องบริการเพิ่มเติมทันทีเมื่อมีรถสะสม
ส่วนมาตรการระยะยาว คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน ทั้งการจัดทำ Master Plan ปรับปรุงพื้นที่และระบบจราจรภายในท่าเรือ การปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสมเพื่อลดตู้สินค้าคงค้าง การเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบัง ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 เพื่อลดจำนวนรถหัวลากที่เข้าสู่พื้นที่ท่าเรือ
ทั้งนี้ ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือฯ ได้รายงานถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ว่า ขณะนี้ในส่วนของงานถมทะเลและส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างท่าเทียบเรือยังมีข้อจำกัดทางเทคนิคบางประการที่ทำให้ล่าช้ากว่าแผนเดิม ซึ่งการท่าเรือฯ มีกรอบเวลาที่จะต้องเร่งรัดจัดการให้เรียบร้อยภายในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อขับเคลื่อนให้โครงการสำคัญดังกล่าวสามารถเปิดให้บริการได้ตามแผนงานภายในปี 2574 ตลอดจนร่วมหารือแนวทางในการพัฒนาสวัสดิการและคุณภาพชีวิตเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับพนักงานต่อไป